น้ำมันขึ้น! เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 30 สต./ลิตร

บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดขึ้น 0.30 บาท/ลิตร

ส่วนกลุ่มดีเซลคงเดิม มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (13 ม.ค. 66) เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

ข่าวธุรกิจแนะนำ

ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ลิตรละ 42.16 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.75 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.48 บาท, E20 ลิตรละ 32.84 บาท, E85 ลิตรละ 33.29 บาท

ส่วนน้ำมันพรีเมี่ยมดีเซล B7 ราคาคงเดิม ลิตรละ 43.66 บาท และดีเซล B20 และดีเซล B7 ราคาคงเดิม ลิตรละ 34.94 บาท ข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติม>>> ไทยครองแชมป์หนี้ครัวเรือนสุงสุด ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ไทยครองแชมป์หนี้ครัวเรือนสุงสุด ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ไทยครองแชมป์หนี้ครัวเรือนสุงสุด ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

แม้ Covid-19 จะผ่านไปแต่บาดแผลยังคงฝากไว้กับเศรษฐกิจไทยที่ยังเป็นแผลเรื้อรังและดูเหมือนไม่หายไปแบบง่ายๆ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด Economic Intelligence Center หรือ SCB EIC ได้รายงานข้อมูลด้านหนี้ครัวเรือนของคนไทย ว่าหลังจากผ่านการแพร่ระบาดของ Covid-19 หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 88% ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าการแพร่ Covid-19 ในช่วงปี 2562 ที่ระดับ 80%

ทั้งนี้ความน่าห่วงของหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP นั้น คือ การที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ และหากนับรวมกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศไทยถูกจัดอันดับว่ามีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อันดับที่ 10 จากทั้งหมด 43 ประเทศ

เศรษฐกิจ

ทั้งนี้ SCB EIC ได้ประเมินว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยนั้นยังมีหลายส่วน และหนี้ครัวเรือนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ โดย EIC ประเมิน ความเสี่ยง ได้แก่ (1) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกดดันการส่งออกและลงทุน (2) การระบาดของ COVID-19 ในจีนที่ยังไม่แน่นอน (3) เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูง หนี้สูงกดดันการฟื้นตัวไม่ทั่วถึงของครัวเรือนและธุรกิจบางกลุ่มที่เปราะบาง (4) ความไม่แน่นอนทางการเมือง กระทบความเชื่อมั่นในการลงทุน

SCB EIC คาดว่า กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง 3 ครั้งสู่ระดับ 2% ณ สิ้นปี 2566 ประกอบกับมาตรการการเงินบางส่วน ของ ธปท. เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วง COVID-19 จะทยอยสิ้นสุดในปี 2566 จะส่งผลให้ภาวะการเงินไทยตึงตัวมากขึ้นอีก ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากปีนี้ อยู่ในกรอบ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2566

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงมากในปี 2566 ภายใต้ความไม่แน่นอนที่ปรับสูงขึ้น จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงช้า นโยบายการเงิน ตึงตัวมากทั่วโลกพร้อมกัน และผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ส่งผลให้บางประเทศหลักจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่น สหรัฐฯ

แนะนำข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติม : เงินฝากออมทรัพย์ ธอส. Freshy 55 Plus ดอกเบี้ยสูงสุด 3.10% ต่อปี

เงินฝากออมทรัพย์ ธอส. Freshy 55 Plus ดอกเบี้ยสูงสุด 3.10% ต่อปี

ธอส. เปิดตัวเงินฝากออมทรัพย์ Freshy 55 Plus รับดอกเบี้ยแบบจัดเต็มสูงสุด 3.10% ต่อปี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เงินฝากออมทรัพย์ Freshy 55 Plus” รับดอกเบี้ยเป็นขั้นบันไดเป็นรายเดือนแบบจัดเต็มสูงสุดถึง 3.10% ต่อปี สำหรับคนรักการออมที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เพียงเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 66-31 ต.ค. 67 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 3.10% ต่อปี รับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยรวมสูงถึง 2.125% ต่อปี (คำนวณจากวันสุดท้ายของการรับเปิดบัญชีและรับฝากเพิ่ม) พิเศษ!! ไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

ข่าวธนาคาร

ผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Freshy 55 Plus และรับฝากเพิ่มได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ต.ค. 65 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fan page ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่เว็บไซต์ธนาคารอาคารสงเคราะห์

อัพเดทข่าว เศรษฐกิจ คลิ๊ก sumobetball.com